Home
Editorial
Interview
Scoop
Research
Feature
Entertain
Social
Relax
Member
Link
Feature

แกะรอย...‘แคตตาคอม’ ‘สุสานใต้ดิน’ชาวโรมัน
'สุดยอดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก' ในยุคกลาง

เรื่องและภาพโดย...ยิปซี

                   
ชีวิตหลังความตาย....ไม่ว่าจะเป็นชาวอียิปต์โบราณ ชาวกรีก หรือชาวโรมัน ได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับชีวิตมนุษย์เมื่อไร้ลมหายใจ....โดยเฉพาะผู้นำของดินแดน ตั้งแต่ฟาโรห์ มเหสี นักบวช ขุนนาง จักรพรรดิ์ นักรบผู้กล้า ด้วยการจัดทำพิธีกรรมอันมีมนต์ขลัง....เรื่องราวแห่งเทพผู้พิทักษ์มนุษย์ที่กลายเป็นมัมมี่.....หรือมนุษย์ที่ปราศจากลมหายใจ....
ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อว่า มนุษย์เมื่อหมดลมหายใจไปแล้ว จะกลับมาเกิดใหม่และย้อนกลับมาสู่ร่างเดิม ดังนั้น พิธีกรรมต่างๆ ตั้งแต่การทำมัมมี่ การแต่งโลงศพให้สวยงาม ภาพวาดชีวิตในช่วงแห่งความสุข สิ่งของเครื่องใช้เครื่องประดับ เทพผู้พิทักษ์ และเทพผู้พิพากษา จึงโยงใยเกี่ยวเนื่องกับวัฎฎะแห่งชีวิตมวลมนุษย์
และเมื่ออียิปต์ก้าวสู่ยุคแห่งรุ่งโรจน์ ก็เสื่อมสลายตามกาลเวลา มีผู้นำจากแดนไกลเข้ามายึดครองดินแดนลุ่มแม่น้ำไนล์ แต่ถึงอย่างไรก็ตามนักรบผู้กล้า ก็ไม่สามารถกลืนกินอารยธรรม และวัฒนธรรมอันแข็งแกร่งแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ไปได้ทั้งหมด กลับกลายเป็นว่าผู้มาใหม่ได้กลายเป็นผู้ดูแลรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างผสมกลมกลืน....
ย้อนกลับไปในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช แห่งกรีก ได้กรีฑาทัพเข้ามายึดอียิปต์ แล้วขับไล่ชาวเปอร์เซียที่ครอบครองอียิปต์ออกไป พระองค์ทรงรู้สึกพึงพอพระทัยในดินแดนแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ ที่ทรงคุณค่าด้วยอารยธรรมชั้นสูง และวัฒนธรรมอันเก่าแก่ พระองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ ณ อเล็กซานเดรีย ซึ่งมีภูมิประเทศตั้งอยู่ทางตะวันตกตอนเหนือของอียิปต์ ติดกับมหาสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งมีท้องทะเลสีฟ้างามสดใส...พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ทรงตั้งพระทัยจะใช้ชีวิตบั้นปลาย ณ ดินแดนแห่งนี้
ดังนั้น ในสมัยที่พระองค์ยังรุ่งโรจน์ ได้มีการสั่งให้ก่อสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ของอียิปิต์ขึ้นมา ชื่อว่า อเล็กซานเดรีย ซึ่งกลายเป็นศูนย์รวมแห่งความรู้ ทั้งด้านศาสนา ปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งสถานที่แลกเปลี่ยนด้านความคิดของเหล่านักคิดผู้ยิ่งใหญ่
ทว่าสิ่งที่พระองค์ตั้งพระทัยไว้นั้น ก็ไม่ได้มีโอกาสได้ชื่นชม เพราะว่าทรงสิ้นพระชนม์ไปก่อน ที่จะได้ประจักษ์ความยิ่งใหญ่ที่ตั้งพระทัยไว้ โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางแห่งความรู้....... ด้านปรัชญา ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น
เมื่อสิ้นยุคกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช แม่ทัพพโทเลมี ชาวกรีก ได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์พโทเลมี ดำเนินการปกครองอียิปต์ในเวลาต่อมา และมาสิ้นสุดราชวงศ์ในยุคพระนางคลีโอพัตรา ที่ 7 แห่งราชวงศ์พโทเลมี เมื่อจักรพรรดิจูเลียส ซีซาร์ แห่งโรมัน ยกกองทัพมาช่วยพระนางคลีโอพัตรา ซึ่งทรงถูกขับไล่จากอียิปต์ และจักรพรรดิ์ซีซาร์ เป็นกำลังสำคัญในการช่วงชิงราชบัลลังก์จากพระอนุชาของพระนางคลีโอพัตรา คืนให้แก่พระนางคลีโอพัตรา ท้ายสุดจักรววรดิ์โรมัน ก็เข้ามามีบทบาทปกครองอียิปต์เป็นเวลานาน สุสานใต้ดินชาวโรมัน นักรบอันเกรียงไกร...
จากจักรวรรดิกรีก ก็มาเป็นจักรวรรดิโรมัน และอีกหลายแผ่นดินผลัดเปลี่ยนกันปกครองอียิปต์ อารยธรรม วัฒนธรรมอันหลากหลายของหลายชนชาติ ได้อุบัติขึ้นและเสื่อมสลาย ณ ดินแดนแห่งนี้ และในช่วงเวลาต่อมาได้มีการค้นพบสิ่งมหัศจรรย์อันล้ำค่า....ในเมืองนี้ ก็คือ สุสานใต้ดินของชาวโรมันที่ใหญ่ที่สุดในอียิปต์ สุสานแห่งนี้ได้ถูกค้นพบโดยบังเอิญ เมื่อลาเกิดตกลงไปในช่องใหญ่ และคนเลี้ยงลาได้ลงไปช่วย ก็เลยได้พบสุสานขนาดใหญ่แห่งนี้ ซึ่งเก็บศพชาวโรมันไว้ถึง 50,000 ศพ
นักเดินทางได้เดินทางไปถึงสุสานแห่งนี้ ในช่วงสายๆแดดเริ่มร้อนแรง...กว่าในช่วงตอนเช้า เราเตรียมตัวจะไปสำรวจสุสานประวัติศาสตร์ แคตตาคอม สุสานชาวโรมันในอดีต อาณาจักรแห่งชีวิตหลังความตาย.... ที่ลึกลับ...แต่งดงาม.....ดูน่าเกรงขาม.... ซึ่งเป็นโบราณสถาน.....ที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง
“เก็บกล้องเอาไว้ อย่าเอาลงไปจากรถ เพราะที่นี่ห้ามถ่ายรูป” เสียงของสาวชาวพื้นเมือง ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเดินทางตะโกนบอก
เราเลยต้องเก็บกล้องไว้ที่กระเป๋าบนรถ แล้วเดินตัวปลิวลงจากรถตรงไปเข้าแถว เพื่อเข้าไปเยี่ยมชมสุสานแห่งนี้ ตอนแรกที่เราไปถึงก็มองเห็นแต่ลานโล่งกว้าง มีอ่างใบขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ทำจากหินทั้งแท่งสกัดเป็นรูปอ่าง
พวกเราถกเถียงกันว่า สิ่งที่ตั้งอยู่ตรงเบื้องหน้านั้น เป็นอะไรกันแน่...
“อ่างอาบน้ำ”
“โลงใส่ศพ”
แต่หลายคนเห็นว่าอ่างใบนี้ มีการเจาะรูด้านข้าง เลยมั่นใจว่าน่าจะเป็นอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ของชาวโรมันในอดีตมากกว่า
จากนั้นเราก็เดินต่อไปอีก มองเห็นโลงศพหินขนาดใหญ่ ทำด้วยหินแกรนิตสีออกม่วงๆ ตั้งเรียงรายกันอยู่สี่โลง ในใจก็นึกว่า เฮ้อ! ไม่เห็นจะมีอะไรเลย....ทว่ามีเสียงเรียกจากสาวชาวพื้นเมืองว่า “เดินมาริมสุด.....” พอเราเดินไปถึง ก็เห็นเหมือนเป็นบ่อน้ำเก่าๆ มีขั้นบันไดให้เดินลัดเลาะลงไป ด้านข้างๆตลอดทางเดิน สังเกตว่าน่าจะเป็นชั้นหินทรายที่เก่าแก่
จากชั้นบนเราเดินลงไปเรื่อยๆ เป้าหมาย คือ ชั้นล่าง แต่ว่าผู้นำทางบอกว่า แคตตาคอม สุสานชาวโรมันในอดีตแห่งนี้ มีการขุดค้นพบทั้งหมดสามชั้น ปัจจุบันมีน้ำท่วมชั้นล่างสุด ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปเที่ยวชมชั้นล่างสุด
เมื่อเรานักเดินทางเดินมาถึงชั้นสองของสุสาน ซึ่งเป็นทางลำเลียงศพของชาวโรมัน โดยวิธีการหย่อนศพลงไป ในชั้นนี้จะมีบ่อน้ำอยู่ตรงกลาง และมีเสาหินแปดเสารองรับหลังคาโคมไว้ เราเดินเลี้ยวไปด้านซ้าย พบห้องโถงกว้าง สำหรับญาติพี่น้องมาสังสรรค์ในช่วงของการเคารพศพ
สาวชาวพื้นเมืองเล่าว่า “ช่วงที่มีการค้นพบใหม่ๆ ยังมีจาน แก้ว วางระเกะระกะเต็มไปหมด”
ภาพที่เราเห็นในขณะนั้น ก็คือ ห้องอันกว้างใหญ่ มีแท่นหินอยู่ตรงกลางห้อง น่าจะเป็นที่วางสิ่งของญาติพี่น้องที่ลงมาข้างล่าง อากาศภายในห้องเย็นสบาย ไม่รู้สึกอึดอัดเลย แม้ว่าจะอยู่ชั้นล่าง
ต่อจากนั้นเราก็เดินออกมาข้างนอก มองไปด้านในสุด ก็เห็นการตกแต่งห้องสมัยโบราณ ดูน่าเกรงขาม.... ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมโรมันและอียิปต์ เราเห็นรูปงูใหญ่มีเคราอยู่บนกำแพงห้องโถง ทั้งสองทางของห้องด้านใน และมีงูถือกรวยต้นสนของเทพไดโอไนซุส และคทาหัวงูของเทพเฮอร์มิส สวมมงกุฎอียิปต์ทั้งบนและล่าง เหนือภาพแกะสลักงู ก็จะเป็นตราวงกลมรูปเมดูซา
ภายในห้องด้านในของสุสานนั้น จะมีโลงหินขนาดใหญ่สามโลง ซึ่งสกัดมาจากหินในสไตล์แบบโรมัน บนศรีษะวัวประดับด้วยผลไม้ ดอกไม้ ภาพแกะสลักเมดูซาและมงคลเป็นศรีษะวัว และมีชะเว้าลอยตกแต่งด้วยภาพนูนแบบอียิปต์ อยู่เหนือโลงหินแต่ละโลง
แต่ถ้าเราหันกลับไปมองทางเข้า จะพบรูปปั้นเทพอานูบิส มีพระเศียรเป็นสุนัขแต่แต่งตัวในชุดทหารโรมันพร้อมดาบ หอกและโล่ อยู่ด้านขวามือ ส่วนด้านซ้ายมือจะเป็นเทพไซเบก เทพจระเข้ที่สวมชุดทหาร พร้อมเสื้อคลุมและทวน
ช่างเป็นงานศิลป์ที่งดงาม แต่น่าดูน่าเกรงขาม และสะท้อนถึงพิธีกรรมการฝังศพในยุคโรมันโบราณไว้อย่างละเอียดลออพอสมควร
ในขณะที่เรากำลังชื่นชมสุดยอดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เราก็ได้เดินลัดเลาะเรื่อยไปทางซ้ายของห้อง ซึ่งมีลักษณะคล้ายถ้ำ เราเดินวนไปตามหลืบต่างๆ ภายในนี้มีการเจาะช่องไว้ศพเรียงรายเป็นช่องๆ ซ้อนกันหลายชั้น แต่ตอนนี้ทุกช่อง มีแต่ช่องที่ว่างเปล่า ปราศจากศพของชาวโรมัน ช่องบางช่อง โดยเฉพาะช่องที่อยู่ชั้นล่างเริ่มมีน้ำท่วมขึ้นมาบ้างแล้ว
“ในบางช่วงที่น้ำขึ้น บางห้องก็จะปิด ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชม” สาวชาวพื้นเมืองอธิบาย
เราสังเกตว่าแม้จะเดินลึกลงไป อากาศในถ้ำแห่งนี้ ก็ยังโล่งโปร่งสบาย ไม่รู้สึกอึดอัดหรืออับชื้นจากความเก่าแก่ของสถานที่ แสดงว่าคนออกแบบมีความสามารถมาก อากาศจึงถ่ายเท
จากนั้นนักเดินทางก็เดินตามทางเดินออกมาข้างนอก ตรงหน้าห้องโถงอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็เดินย้อนกลับไปอีกห้อง ซึ่งตรงกลางห้องจะเป็นแท่นหินตั้งไว้ ซึ่งเพื่อนร่วมเดินทางเล่าว่า เป็นจุดที่ลาหล่นลงมา ทำให้มีคนมาเจอสุสานแห่งนี้
เรามองขึ้นไปข้างบน ค่อนข้างสูงพอสมควรทีเดียว ท่าทางลาตัวนั้นคงจะเจ็บไม่น้อย...กว่าคนเลี้ยงลาจะมาช่วย ในขณะนั้นเรามองไปรอบๆบริเวณห้อง เห็นว่าบางจุดมีป้ายปิดไว้ไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าไป เพราะมีการชำรุดทรุดโทรม...คงกลัวจะพังลงมา
และแล้วพวกเราก็เดินกลับไปสู่จุดแรกที่เดินเข้ามา เดินขึ้นบันไดไปสู่เบื้องบน บันไดที่นี่ดูเหมือนจะมีการซ่อมแซมเพิ่ม ทำให้เดินไม่ค่อยลำบาก ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศ ทยอยกันเข้ามาเยี่ยมชมไม่ขาดสาย มีเสียงไกด์ชาวไทยกำลังบรรยายให้นักท่องเที่ยวฟังด้วย แสดงว่ามีคนไทยเดินทางมาเที่ยวที่นี่จำนวนไม่น้อยทีเดียว
เราเดินทางออกมาสู่ลานกว้างข้างบนอีกครั้งหนึ่ง แล้วความรู้สึกที่คิดว่าที่นี่เป็นแค่โบราณสถานเก่าแก่ธรรมดา คงน่ากลัว...อับชื้น...แต่จริงๆแล้ว แคตตาคอม สุสานใต้ดินของชาวโรมัน ได้ซ่อนความไม่ธรรมดาไว้ไม่น้อยทีเดียว ทั้งการก่อสร้างที่เก่งกาจ แถมการประดับประดาอย่างวิจิตร ผสมผสานพิธีกรรมและเทพแห่งความตายของอียิปต์และโรมันได้อย่างผสมผสานกันอย่างมีมนต์ขลัง
แคตตาคอม สุสานใต้ดินของชาวโรมัน ยุคจักรพรรดิ์อเล็กซานเดรีย ที่กรีฑาทัพเข้ามายึดอียิปต์ และได้ตั้งรกรากอยู่ ณ ดินแดนแห่งนี้ และใช้ชีวิตหลังความตายในดินแดนนี้เฉกเช่นเดียวกัน พร้อมพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่ ความผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์และนักรบผู้กล้าชาวโรมันอย่างผสมกลมกลืน สมแล้วที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง.......

ไขปริศนา : 'เทพอานูบิส'ผู้พิทักษ์มัมมี่

เรื่องราวของชีวิตหลังความตาย....เป็นสิ่งที่ชาวแอตแลนติส ซึ่งเป็นมนุษย์ที่มีอารยธรรมสูงส่ง ได้จัดทำพิธีกรรมอันเก่าแก่ การทำมัมมี่ ซึ่งเป็นการแพทย์ชั้นสูง เพื่อรักษาร่างกายของมนุษย์เอาไว้ เพื่อรอคอยการฟื้นคืนชีพมาใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง ความเชื่อเล่านี้มีการถ่ายทอดสืบต่อมา จนถึงชาวอียิปต์โบราณ และมนุษย์ในยุคโบราณอีกหลายแห่ง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ เชื่อว่าในยุคแรกๆของชาวอียิปต์ และในดินแดนแห่งอื่นในโลกนี้ อาจจะมีคนส่วนหนึ่งอพยพมาจากแอตแลนติส เมืองที่รุ่งเรืองในทุกด้าน ซึ่งต่อมาได้สูญหายไปในอดีต และได้นำเอาวัฒนธรรม อารยธรรม สถาปัตยกรรม จิตกรรม ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์และการแพทย์อันสูงส่ง มาสืบสานปฎิบัติในอาณาจักรแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์
ชาวอียิปต์โบราณได้ให้ความเคารพนับถือเทพอานูบิส เทพที่มีศรีษะเป็นสุนัข เสมือนเป็นผู้พิทักษ์คนตายและผู้ช่วยของเทพโอซิรีส ผู้ปกป้องมัมมี่ในความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ สุนัขจิ้งจอกจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเทพเวปรวเวตและเทพตัวมูเทฟ หนึ่งในโอรสทั้งสี่พระองค์ของเทพฮอรัส ดังนั้น ภาพวาดต่างๆที่คนรุ่นหลังได้พบเห็นในสุสานของฟาโรห์ หรือเชื้อพระวงศ์ จะปรากฎเทพองค์นี้อยู่ในขั้นตอนของพิธีกรรมศพ
ในขณะเดียวกันนักรบผู้ยิ่งใหญ่อย่างชาวโรมัน ซึ่งได้กรีฑาทัพเข้ามายึดอียิปต์และได้ปกครองดินแดนแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ในช่วงหนึ่ง ก็ได้ซึมซับวัฒนธรรม พิธีกรรมของชาวอียิปต์โบราณ ได้อย่างผสมกลมกลืน... ดั่งที่เราได้เห็นในสุสานใต้ดินของชาวโรมัน ณ เมืองอเล็กซานเดรีย ภายในสุสานของชาวโรมันแห่งนี้ ยังมีรูปปั้นเทพอานูบิส มีพระเศียรเป็นสุนัข แต่แต่งตัวในชุดทหารโรมันพร้อมดาบ หอกและโล่
ความเชื่อ....ที่ไม่มีวันตาย แห่งเทพอานูบิส ผู้พิทักษ์มัมมี่และมนุษย์ที่ไร้ลมหายใจ เทพผู้เป็นอมตะ....สืบทอดผ่านกาลเวลา ผ่านพายุแห่งทะเลทราย และดวงดาวในยามค่ำคืน.... สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้มนุษย์ชาติได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าบ้านเมืองใด ดินแดนใด จะตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของมนุษย์เผ่าพันธุ์อื่น แต่ถ้ารากเหง้าแห่งอารยธรรม วัฒนธรรมและประเพณีอันแข็งแกร่ง...ยังยืนหยัดอยู่อย่างเข้มแข็ง อารยธรรมเหล่านั้น ย่อมไม่มีวันถูกลบเลือนไปจากโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกทิวาราตรีกาล ดุจดังเทพนิยายแห่งอาหรับราตรีกาลที่ยังมีมนต์ขลังมาเนิ่นนับหลายพันปี....

Print This pageGo To HomepageGo to Top


- -