Go to www.iclicknews.com
Special Scoop

แบงก์ 'แข่ง'โกยกำไร เน้นกลยุทธ์เติบโตคุณภาพ

By iClick Team

ธนาคารกสิกรไทย แจ้งผลประกอบการปี 2568 กำไร 49,565 ล้านบาท กรุงศรีประกาศผลกำไรสุทธิปี 2568 จำนวน 31.74 พันล้านบาท มุ่งเน้นกลยุทธ์เติบโตอย่างมีคุณภาพ ด้านธนาคารกรุงศรี คงมุ่งมั่นดำเนินการตามกลยุทธ์ที่สำคัญ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการสินทรัพย์และต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุมต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบระมัดระวัง และเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างไม่เต็มศักยภาพ
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 เผชิญแรงกดดันทั้งจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยลบที่ทยอยเข้ามากระทบตลอดทั้งปี โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่คาด นอกจากนี้ สัญญาณจากการใช้จ่ายภายในประเทศยังมีทิศทางอ่อนแรงลง โดยการบริโภคภาคครัวเรือนเผชิญข้อจำกัดจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและรายได้ที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ขณะที่ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และปัจจัยการเมืองภายในประเทศมีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน แม้ว่าภาคการส่งออกจะขยายตัวสูงจากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศจะช่วยผ่อนคลายภาระทางการเงินของลูกหนี้บางส่วน แต่แรงหนุนดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยรวม
สำหรับปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง เนื่องจากผลกระทบของปัจจัยภายนอกที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สงครามการค้าของสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะกดดันให้ภาคการส่งออกของไทยหดตัวลง ขณะที่การใช้จ่ายภาคเอกชน ทั้งการบริโภคและการลงทุน ยังถูกจำกัดด้วยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐแม้ยังมีบทบาทพยุงเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเพิ่มแรงหนุนได้ไม่มาก
ท่ามกลางความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ธนาคารกสิกรไทยและบริษัทย่อยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายซึ่งรวมถึง ผู้ฝากเงิน ผู้ลงทุน ลูกค้าบุคคล ลูกค้าธุรกิจ และส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ตลอดจนสนับสนุนภาครัฐในโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มที่ ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูงในปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 49,565 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้มีจำนวน 109,951 ล้านบาท ลดลงจำนวน 4,043 ล้านบาท หรือ 3.55% จากปีก่อน เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่มีจำนวน 137,152 ล้านบาท ลดลงจำนวน 10,852 ล้านบาท หรือ 7.33% ตามภาวะอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างปี เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า และการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.23% อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 57,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 7,408 ล้านบาท หรือ 14.75% โดยหลักเกิดจาก 1) ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่เติบโตขึ้น 2) รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เติบโต
ส่วนใหญ่จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งของธนาคารและบริษัทย่อย รวมทั้งพันธมิตร สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เอื้อในการลงทุน 3) กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ และรายได้จากการลงทุน ด้วยนโยบายการกระจายความเสี่ยงการลงทุน และการสร้างผลตอบแทนอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับภาวะตลาด สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 84,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 599 ล้านบาท หรือ 0.71% ซึ่งได้รวมค่าใช้จ่ายพิเศษในการดูแลพนักงานเพิ่มเติม โดยธนาคารและบริษัทย่อยยังคงให้ความสำคัญในการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) สำหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 43.56% นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss: ECL) จำนวน 40,312 ล้านบาท ลดลงจำนวน 6,939 ล้านบาท หรือ 14.69% โดยยังคงเป็นสำรองฯ ที่ตั้งตามหลักความระมัดระวังอย่างรอบคอบซึ่งปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระดับสำรองฯ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์และความไม่แน่นอนของปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญกับความท้าทาย
ในไตรมาส 4 ปี 2568 เปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 24,825 ล้านบาท ลดลงจำนวน 3,455 ล้านบาท หรือ 12.22% จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 23,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 2,061 ล้านบาท หรือ 9.84% ซึ่งเป็นตามฤดูกาลของการใช้จ่าย ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องจำนวน 10,265 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน เพื่อให้สำรองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และสถานการณ์ในอนาคตยังคงเผชิญความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในไตรมาส 4 ปี 2568 จึงมีจำนวน 10,278 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนจำนวน 2,729 ล้านบาท หรือ 20.98%
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,558,618 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 217,664 ล้านบาท หรือ 5.01% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ปรับปรุงใหม่ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนสุทธิ ซึ่งเป็นการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม เงินให้สินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อย เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ โดยธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม และยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.20% ซึ่งยังคงต้องดำเนินการติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 162.75% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 20.35%
ธนาคารกรุงศรี "บริหารสินทรัพย์"ต้นทุนการเงินรัดกุม
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรอบด้าน กรุงศรียังคงมุ่งมั่นดำเนินการตามกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับปีนี้ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการสินทรัพย์และต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุมต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบระมัดระวัง นอกจากนี้ ธนาคารยังเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างไม่เต็มศักยภาพ”
แนวโน้มเศรษฐกิจว่า “คาดว่าเศรษฐกิจในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 1.8% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพ และลดลงจาก 2.1% ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงปัจจัยความท้าทายทั้งในเชิงวัฏจักรและเชิงโครงสร้าง การบริโภคมีแนวโน้มชะลอลงจากการเติบโตของรายได้ที่อ่อนแอ ขณะที่การส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท อย่างไรก็ตาม ภาคท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนจะยังคงเป็นแรงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากการคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 35.5 ล้านคน และแรงสนับสนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยยังคงชะลอตัว โดยถูกจำกัดจากมาตรการกีดกันทางการค้าและการใช้จ่ายในประเทศที่ไม่แข็งแรง”
กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) รายงานผลประกอบการสำหรับปี 2568 มีกำไรสุทธิจำนวน 31.74 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากกำไรพิเศษที่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางความท้าทายของสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรอบด้าน ในปี 2568 กรุงศรีดำเนินกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีคุณภาพเพื่อรักษาคุณภาพของสินทรัพย์ ส่งผลให้เงินให้สินเชื่อ เติบโต 1.7% จากปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ 2.7% นอกจากนี้ การขยายตัวของสินเชื่อยังเกิดจากการรวมพอร์ตสินเชื่อของ TIDLOR ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ และความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจที่ลดลง ส่งผลให้สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและสินเชื่อรายย่อยหดตัวลง
สรุปผลประกอบการและฐานะการเงินที่สำคัญสำหรับปี 2568 กำไรสุทธิในปี 2568 จำนวน 31,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% หรือ 2,039 ล้านบาท จากปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากกำไรพิเศษที่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการรวมพอร์ตสินเชื่อของ TIDLOR ในครึ่งหลังของปี เงินให้สินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 1.7% หรือจำนวน 32,779 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2567 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากสินเชื่อเพื่อรายย่อยที่ได้รับจากการรวมงบการเงิน (Consolidation) ของ TIDLOR กอปรกับการเติบโตของเงินให้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อขนาดกลางและขนาดย่อมปรับลดลง
เงินรับฝาก ลดลง 4.8% หรือจำนวน 86,901 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของเงินรับฝากประจำ สะท้อนถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเชิงรุก ท่ามกลางสภาวะที่เงินให้สินเชื่อเติบโตต่ำ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เพิ่มขึ้นมาที่ 4.35% จาก 4.28% ในปีก่อนหน้า เป็นผลจากการบริหารต้นทุนทางการเงินเชิงรุกของธนาคารอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับการรวมพอร์ตสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงจาก TIDLOR ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 แม้ว่าความต้องการสินเชื่อโดยรวมจะอ่อนตัวลง รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 14.1% หรือ 6,402 ล้านบาท จากปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ กำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน TIDLOR กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และหนี้สูญรับคืนอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ อยู่ที่ 47.0%
อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.26% เทียบกับ 3.23% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ขณะที่สัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 227 เบสิสพอยท์ สะท้อนการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบระมัดระวัง ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 126.9% อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ที่ 20.69% เทียบกับ 19.38%ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 กรุงศรี ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าในระบบเศรษฐกิจไทยจากมูลค่าสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินรับฝาก และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.93 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.74 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.65 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 336.60 พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 20.69% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของคิดเป็น 16.41%
จะเห็นได้ว่าธุรกิจแบงก์ เติบโตและกวาดกำไรอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ที่มีชั้นเชิงและรัดกุม คุมเกมการบริหารจัดการอย่างเข้มงวด คาว่าปีนี้ส่วนใหญ่แบงก์คงพลิกเกม ดึง AI นวัตกรรมใหม่ๆ มาบริหารจัดการองค์กร เพื่อกำไรที่ยั่งยืน
  --  
iClickNews.com