Go to www.iclicknews.com
Special Scoop

ประกันชีวิตจับเทรนด์สุขภาพ เจาะตลาดสูงวัย

By iclick Team

กรุงเทพประกันชีวิต นำทัพจับเทรนด์สุขภาพ เจาะตลาดสูงวัย พร้อมรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด รวมถึงผู้ที่กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สูงวัยในอนาคต และเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญในอนาคตของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) แบบก้าวกระโดด มีประชากรเข้าสู่วัยสูงอายุกว่าปีละ 1 ล้านคน จากปัจจุบันสถิติผู้สูงอายุ(ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป) ในประเทศไทย มีจำนวน 10.3 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ของประชากรทั้งประเทศ และในปี 2568 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือมีสถิติผู้สูงอายุ คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย 'ชี้'ธุรกิจประกันชีวิต 'เผย' เบี้ยประกันภัยรับรวมโต
นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรุงเทพประกันชีวิตมุ่งมั่นในการสร้างความมั่นคงทางการเงินผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองตามเป้าหมายที่ต้องการแก่ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงอายุ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด รวมถึงผู้ที่กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สูงวัยในอนาคต และเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญในอนาคตของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) แบบก้าวกระโดด มีประชากรเข้าสู่วัยสูงอายุกว่าปีละ 1 ล้านคน จากปัจจุบันสถิติผู้สูงอายุ(ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป) ในประเทศไทย มีจำนวน 10.3 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ของประชากรทั้งประเทศ และในปี 2568 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือมีสถิติผู้สูงอายุ คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ โดย 5 สาเหตุหลักของความกังวลในกลุ่มผู้สูงอายุคือ 1.ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ ที่เคยทำได้ 2.เจ็บป่วย 3.ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ 4.มีเงินไม่พอต่อการดำรงชีวิต และ 5.เสียความทรงจำ โดยโรคในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่พบ ไม่เพียงแต่โรคร้ายแรงอย่างโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ความเสี่ยงของผู้สูงอายุที่พบมากในปัจจุบันคือ "ภาวะสมองเสื่อม" เช่น โรคภาวะถดถอยทางสมองระยะเริ่มต้น, อัลไซเมอร์, พาร์กินสัน โดยมีผู้สูงอายุในประเทศไทยมีภาวะสมองเสื่อมเฉลี่ยร้อยละ 2 ถึง 10 ซึ่งเมื่ออายุเพิ่มขึ้นโอกาสที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมก็มากขึ้น ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีภาวะสมองเสื่อมจะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายครั้งเดียว แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตของผู้ป่วย
นอกจากค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลแล้วยังมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตที่เพิ่มขึ้นด้วย อาทิ ค่าดูแลผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น Day Care หรือ Nursing Care ในกรณีที่คนในครอบครัวไม่สะดวกในการที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ เพื่อเปลี่ยนความกังวลใจ ให้เป็นความสบายใจ กรุงเทพประกันชีวิตจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตใหม่ "โฮลไลฟ์เฟิสต์ ซีเนียร์ พลัส" ซึ่งเป็นแบบประกันที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อผู้สูงอายุ โดยอายุที่รับประกันเริ่มตั้งแต่ 50-70 ปี ชำระเบี้ยประกันภัย 5 ปี คุ้มครองถึงอายุ 99 ปี มีความคุ้มครองให้เลือกทั้งหมด 3 แผน โดยรับผลประโยชน์ความคุ้มครองทั้งชีวิตและโรคสำหรับผู้สูงอายุสูงสุด 2.1 ล้านบาท
นางลัดดาวัลย์ สิทธิวรนันท์ ผู้บริหารสายช่องทางสถาบันการเงินและพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ช่วงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ "โฮลไลฟ์เฟิสต์ ซีเนียร์ พลัส" บริษัทฯ จะเริ่มนำเสนอแบบประกันให้กับกลุ่มลูกค้าที่ถือกรมธรรม์ของกรุงเทพประกันชีวิต ผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารต่างๆ ของบริษัท เพื่อเติมเต็มความต้องการในการดูแลและวางแผนชีวิตในอนาคต โดยผลประโยชน์จากความคุ้มครองชีวิตสามารถส่งต่อเป็นมรดกให้กับลูกหลาน และยังได้รับผลประโยชน์เพิ่มเติมให้กับตนเองจากความคุ้มครองโรคสำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงอุบัติเหตุที่มักจะเกิดขึ้น อาทิ กระดูกแตกหัก ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก อีกด้วย สมัครง่ายไม่ต้องตรวจสุขภาพ เพียงตอบคำถามสุขภาพอย่างสั้น และเบี้ยประกันสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ กรุงเทพประกันชีวิต ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษเมื่อสมัครทำประกัน "โฮลไลฟ์เฟิร์ส ซีเนียร์พลัส" ตั้งแต่วันนี้ - 30 ธันวาคม 2565 และออกกรมธรรม์ภายในวันที่ 31 มกราคม 2566 รับบัตรกำนัลตามแผนประกันที่เลือกซื้อ มูลค่าสูงสุดถึง 12,000 บาท และสำหรับลูกค้าที่ชำระเบี้ยด้วยบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ รับสิทธิ์ผ่อนชำระเบี้ย 0% นาน 3 เดือน ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร. 02-777-8888
ธุรกิจประกันชีวิต 'เผย' เบี้ยประกันภัยรับรวมโต
นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เผยภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตของปี 2564 ระหว่าง มกราคม - ธันวาคม มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 614,115.5 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 เมื่อเทียบกับปี 2563 จำแนกเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ 170,718.6 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป 443,396.9 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 โดยมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ร้อยละ 82 ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในไตรมาสแรก ปี 2565 ระหว่าง มกราคม – มีนาคม มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 150,427.3 ล้านบาท เติบโตลดลงร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ปี 2564 จำแนกเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ 40,958.0 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 6.1 และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป 109,469.3 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 0.02 โดยมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ร้อยละ 82
สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ ประกอบด้วย
1.) เบี้ยประกันภัยรับปีแรก 26,325.7 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5
2.) เบี้ยประกันภัยจ่ายครั้งเดียว 14,632.2 ล้านบาท เติบโตลดลงร้อยละ 23.5
หากจำแนกเบี้ยประกันภัยรับรวมแยกตามช่องทางการจำหน่ายจะปรากฏ ดังนี้
1. การขายผ่านช่องทางตัวแทนประกันชีวิต (Agency) มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 73,558.6 ล้านบาท อัตราการเติบโตร้อยละ 5.3 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 48.9
2. การขายผ่านช่องทางธนาคาร (Bancassurance) มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 61,346.0 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 9.1 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40.8
3. การขายผ่านช่องทางนายหน้าประกันชีวิต (Broker) มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 8,172.0 ล้านบาท อัตราการเติบโตร้อยละ 0.2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.4
4. การขายผ่านช่องทางโทรศัพท์ (Tele Marketing) มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 3,526.1 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 1.0 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.3
5. การขายผ่านช่องทางดิจิทัล (Digital) มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 205.3 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 35.1 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.1
6. การขายผ่านช่องทางไปรษณีย์ (Direct Mail) มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 8.6 ล้านบาท เติบโตลดลงร้อยละ 13.3 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.01
7. การขายผ่านช่องทางอื่น (Others) เช่น การขาย Worksite, การขายผ่านการออกบูธ, การขายผ่านร้านค้าสะดวกซื้อ เป็นต้น มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 3,610.7 ล้านบาท เติบโตลดลงร้อยละ 7.3 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.4
เมื่อพิจารณาแยกผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในช่วงไตรมาสแรก ปี 2565 พบว่า เบี้ยรับรวมของสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง 27,181.4 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.5 หรือ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.1 ซึ่งหลักๆ มาจากการที่ประชาชนเริ่มตระหนักถึงการดูแลและวางแผนเตรียมความพร้อมสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ในขณะที่เบี้ยรับรวมของประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) อยู่ที่ 2,066.1 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 หรือ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.4 โดยมาจากการที่ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยและคนไทยมีอายุขัยมากขึ้นจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นในอนาคต รวมถึงจากการที่ภาครัฐสนับสนุนในเรื่องมาตรการลดหย่อนภาษี ประชาชนจึงได้เริ่มมองหาตัวช่วยเพื่อเตรียมพร้อมทางด้านการเงินเมื่อเข้าวัยเกษียณ ส่วนผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit- Linked +Universal Life) มีเบี้ยประกันภัยรับรวมเติบโตลดลงร้อยละ 5.1 เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2564 โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 11,210.2 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7.5 ของเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งหมด
ปี 2565 สมาคมประกันชีวิตไทยคาดการณ์ว่าธุรกิจประกันชีวิตจะมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 612,000 – 629,500 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตระหว่างร้อยละ 0 ถึง 2.5 และมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ประมาณร้อยละ 82 ถึง 83 เนื่องจาก จากข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ปี 2564 พบว่า ธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ GDP (Insurance Penetration Rate) ยังอยู่ในระดับน้อยหรืออยู่ที่ 3.8% แสดงถึงธุรกิจประกันชีวิตยังมีโอกาสที่ยังสามารถเติบโตได้ ขณะที่ประเทศไทยเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2565 ขยายตัวร้อยละ 3.5 – 4.5 นอกจากนี้ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมภาคธุรกิจประกันภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดหย่อนภาษีของประกันชีวิตและประกันสุขภาพ รวมถึงประกันบำนาญ ที่เป็นเครื่องมือช่วยบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงินซึ่งเป็นทั้งการออมและมีความคุ้มครองทั้งชีวิตและสุขภาพ ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจมีการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ (Innovation) เพื่อพัฒนาทอย่างไรก็ตามธุรกิจประกันชีวิตยังต้องเผชิญกับความท้าทายและปัจจัยความเสี่ยงที่ยังคงต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้ประชาชนเริ่มชะลอการใช้จ่ายมากขึ้น ในขณะที่การฟื้นตัวภาคเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในระดับที่ฟื้นตัวช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งมาจากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ถึงแม้ว่าจะมีแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่จะยังไม่ส่งผลในเชิงบวกต่อธุรกิจในทันที รวมถึงมาจากปัจจัยที่ไม่แน่นอนของภาวะสงครามระหว่างประเทศ สงครามการค้า การเกิดใหม่ของสงครามเทคโนโลยี (Cyber War) และสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่ภาคธุรกิจต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลกระทบในหลายๆ ด้าน อาทิ พฤติกรรมการใช้จ่ายและไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้า สถานการณ์เศรษฐกิจ และทิศทางกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทประกันชีวิตที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์อย่างทันท่วงที เป็นต้น นอกจากนี้แต่ละบริษัทประกันชีวิตยังต้องเผชิญกับกฎหมายใหม่ เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 ที่จะเริ่มบังคับใช้ในเดือน มิ.ย. 2565 และ มาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS17 (สัญญาประกันภัย) ที่เริ่มบังคับใช้ในปี 2567 เป็นต้น
ธุรกิจประกันชีวิตยังเดินหน้าต่อไป เพราะว่าคนไทยห่วงใยสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากมีโรคภัยใหม่ๆมากมายอุบัติขึ้นในโลกเรานี้
  --  
iClickNews.com