Go to www.iclicknews.com
Live&Travel

"ตามรอย บุพเพสันนิวาส เยือนถิ่นเมืองเก่ากรุงศรีอยุธยาฯ"

by BLOGGER : นักเดินทาง

         

"ออเจ้า การะเกด"
"พี่หมื่น "
กระแสความฮอตของละคร เรื่องบุพเพสันนิวาส เรื่องราวย้อนยุคสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ได้นำสองตัวละครเอก แม่การะเกด เกศสุรางค์ และพ่อหมื่น ขวัญใจสาวไทยทั้งประเทศ ที่ปลุกให้จิตวิญญาณคนไทย หรือหล่อหลอมหัวใจเป็นดวงเดียวกัน ทำให้คนไทยทุกชนชั้นวรรณะ แห่เดินทางไปเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มากขึ้นทุกวัน
โดยเฉพาะสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวโยงกับละครเรื่องนี้ อาทิ วัด วัง เรือนไทยโบราณ สถานที่โบราณต่างๆ ไม่เพียงแต่นักท่องเที่ยวชาวไทยเท่านั้น นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ฮิตเดินทางไปเยือนกรุงเก่าเช่นกัน
การตรามรอยท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เป็นนิมิตหมายที่ดี เป็นการปลุกจิตสำนึกให้คนไทยรักถิ่นฐานบ้านเกิด การซึมซับวิถีชีวิต วัฒนธรรมไทยๆ ที่สืบทอดต่อกันมานับพันๆปี
เสน่ห์ของกรุง เก่า อยุธยา ลพบุรี และสุโขทัย เป็นต้น ที่ยังมีกลิ่นประวัติศาสตร์
วัด วัง สถาปัตยกรรมเก่าแก่ พิพิธภัณฑ์สามพระยา และอีกมากมาย นักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ว่าจะเดินชมแหล่งท่องเที่ยว หรือปั่นจักรยาน หรือนั่งช้างชมเมือง
แม้ว่าวันนี้พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลก จะโดนทุนนิยม โรงงานอุตสาหกรรม เรียงรายล้อมรอบโรงงาน ร้านค้าและบ้านเรือน ที่ปลูกสร้างติดชิดกับเมืองโบราณนี้
หากมีการดูแลอย่างดี และเริ่มต้นใหม่วันนี้ก็ยังไม่สาย ที่จะอนุรักษ์มรดกโลก ให้เคียงคู่อยู่กับชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ชื่นชอบโบราณสถาน วัด วังและวิถีชีวิต ของคนโบราณ
อาหารการกิน ที่มีศาสตร์เฉพาะ เป็นเอกลักษณ์ของชาวเอเชีย ที่เชื่อมต่อวิถีชีวิตของคนไทยโบราณ และโมเดอร์น เสมือนโยงใยให้คนรุ่นใหม่ๆได้ซึมซับวัฒนธรรมไทย ที่ไม่แพ้วัฒธรรมต่างชาติ...


ย้อนรอยเมืองเก่า "กรุงศรีอยุธยาฯ"
รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๗๕ - พ.ศ. ๒๒๓๑ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๙๙ - พ.ศ. ๒๒๓๑) พระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย นับเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญตลอดรัชกาลของพระองค์ ทั้งด้านการทหาร วรรณคดี และการทูต โดยเฉพาะการส่งคณะราชทูตไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระโอรสของพระเจ้าปราสาททอง พระราชมารดาเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เสด็จพระราชสมภพ เมื่อ วันจันทร์ เดือนยี่ ปีวอก พ.ศ. ๒๑๗๕ ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเล่าว่าเมื่อแรกประสูตินั้น พระญาติเห็นพระโอรสมีสี่กร พระราชบิดาจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า "พระนารายณ์" ส่วนในคำให้การชาวกรุงเก่าและคำให้การขุนหลวงหาวัด เล่าว่าเมื่อเพลิงไหม้พระที่นั่งมังคลาภิเษก พระโอรสเสด็จไปช่วยดับเพลิง ผู้คนเห็นเป็นสี่กร จึงพากันขนานพระนามว่า พระนารายณ์ สมเด็จพระนารายณ์ทรงรับการศึกษาจากพระโหราธิบดี ซึ่งเป็นข้าราชระดับสูงในพระราชวัง และพระอาจารย์พรหม พระพิมลธรรม รวมทั้งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์ระดับสูงในพระนคร
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อเวลาสองนาฬิกา วันพฤหัสบดี แรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๒ จุลศักราช ๑๐๑๘ ปีวอก (ตรงกับวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๑๙๙) มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า 'สมเด็จพระรามาธิบดี ที่ ๓ เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๒๗ แห่งกรุงศรีอยุธยา ขณะทรงมีพระชนมายุ ๒๕ พรรษา หลังจากประทับในกรุงศรีอยุธยาได้ ๑๐ ปี พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๐๙ และเสด็จไปประทับที่ลพบุรีทุกๆ ปี ครั้งละเป็นเวลานานหลายเดือน กระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๑ รวมครองราชสมบัติเป็นเวลาน ๓๒ ปี มีพระชนมายุ ๕๖ พรรษา ทรงมีพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวคือ กรมหลวงโยธาเทพ
คณะราชทูตไทยเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศสสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างยิ่ง ทรงสร้างความรุ่งเรือง และความยิ่งใหญ่ให้แก่กรุงศรีอยุธยา ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ทรงปราบปรามเมืองน้อยใหญ่ให้เป็นมาสวามิภักดิ์ ทั้งหัวเมืองทางเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำพูน ส่วนศึกกับพม่าแม้จะมีอยู่ในเวลานี้ แต่ก็ทรงจัดทัพตีพ่ายกลับไปอยู่เนือง กิจการของกองทัพนับว่ารุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ สมเด็จพระนารายณ์เองก็ทรงชำนาญในการศึก คล้องช้าง และทรงซื้ออาวุธจากต่างชาติสำหรับกิจการของกองทัพด้วย
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในสมัยสมเด็จพระนารายณ์รุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีการติดต่อทั้งด้านการค้าและการทูตกับประเทศต่างๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน อังกฤษ และฮอลันดา มีชาวต่างชาติเข้ามาในพระราชอาณาจักรเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้รวมถึงเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ฝรั่งที่รับราชการตำแหน่งสูงถึงที่ สมหุนายกขณะเดียวกันยังโปรดฯ ให้แต่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ถึง ๔ ครั้งด้วยกัน ผู้ที่เขียนเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยา และสยามมากที่สุดในสมัยนี้ก็คือ มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงรับเอาวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ เช่น กล้องดูดาว และยุทโธปกรณ์บางประการ รวมทั้งยังมีการรับเทคโนโลยีการสร้างน้ำพุ จากชาวยุโรป และวางระบบท่อประปาภายในพระราชวัง จัดว่าเป็นยุคแห่งความรุ่งเรือง ทางการค้าและการทูตกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจต่างๆในยุคนั้น


  --  
iClickNews.com