Go to www.iclicknews.com
Live&Travel

แกะรอย "วัดบ้านแสน" กลางป่าลึก?

เรื่องและภาพ by BLOGGER นักเดินทาง

       

ช่วงหน้าฝน นักเดินทางขอเปลี่ยนบรรยากาศ ไปเที่ยว"วัดบ้านแสน" สิ่งมหัศจรรย์กลางป่าลึก? แห่งนครเชียงตุง
วัดบ้านแสน มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ล้ำค่า ทั้งวิหารหลวงวัดบ้านแสนมีรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายคลึงกับวิหารล้านนา – สิมล้านช้าง เป็นประจักษ์หลักฐานยืนยันความสัมพันธ์อย่างเข้มข้นของล้านนากับพื้นที่ฉาน เรียกรูปแบบของวิหารหลังนี้ว่า “วิหารร่วมแบบล้านนา”
ส่วนวิหารหลวงระยะแรกเป็นวิหารโถง มีการบูรณะต่อเติมมาโดยตลอด และการสร้างผนังเช่นปัจจุบันก็เกิดจากอาคารหลังอื่นๆ ที่ถูกสร้างเข้ามาต่อเชื่อมและก่อผนังล้อมบางส่วนแบบไม่เป็นระบบ การเจาะช่องทางเข้าสู่วิหารหลายช่องทางก็สะท้อนให้เห็นว่าแต่เดิมเป็นวิหารโถง สาเหตุของการสร้างวิหารโถงอาจเป็นผลมาจากการจัดการทางสังคมที่ให้ความสำคัญแก่เพศสภาวะแตกต่างกันออกไป ฉะนั้นไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าสู่พื้นที่ตอนในของวิหารอันถือว่าเป็นปริมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ได้
ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ได้ เนื่องจากไม่มีผนังอาคารกั้นขวาง การทอดชายคาตับล่างลงต่ำมากคงเพื่อป้องกันแดดฝนและลมหนาว เนื่องจากไม่มีผนังทำหน้าที่ดังกล่าว วิหารในยุคแรกเป็นอาคารขนาดเล็ก เนื่องมาจากข้อจำกัดทางเทคนิควิศวกรรมและวัสดุก่อสร้าง อีกทั้งจำนวนแรงงานภายในชุมชนที่จำกัด การดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องสร้างอาคารใหญ่โตเกินประโยชน์ใช้สอย
วิหารหลวงวัดบ้านแสนมีพัฒนาการเรื่อยมาหลายร้อยปีจนกระทั่งปัจจุบันเป็นอาคารขนาดเก้าห้อง โครงสร้างไม้ มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินขอ หลังคาทรงจั่วซ้อนหลังคาสองตับ ลดมุขด้านหน้าและด้านหลังสามชั้น โดยรวมของวิหารคล้ายคลึงกับวิหารล้านนา - สิมล้านช้าง มากกว่าแบบแผนวิหารในเมืองเชียงตุงและเชียงรุ่งที่ปรากฏอยู่ในเมืองเชียงตุงในปัจจุบัน วัสดุมุงหลังคาวิหารเป็น ดินขอ (กระเบื้องดินเผาไม่เคลือบผิว) ในประวัติศาสตร์มุขปาฐะของชุมชน กล่าวว่า ในอดีต เคยใช้ จืน (กระเบื้องดีบุก) มุงหลังคา และใช้เครื่องเคลือบดินเผาตกแต่งหลังคา ซึ่งเป็นลักษณะตกแต่งแบบโบราณ เครื่องเคลือบดินเผาที่ประดับตกแต่งบนหลังคาวิหารวัดบ้านแสนมีหลายประเภท อาทิ ผาสาด (ปราสาท) จ้อฟ้า (ช่อฟ้า) เนกตั้ง (เมฆตั้ง) เนกไหล (เมฆไหล) ตัวลวง (พญานาค) และรูปสัตว์ในเทพนิยายอื่นๆ เครื่องเคลือบดินเผาเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อลดความแข็งกระด้างของหลบปูนบนหลังคาด้วยรูปปราสาทของพระอินทร์บนรอยพระพุทธบาทไม้ประดับมุกสมัยพญาติโลกราช
ผนังด้านสกัดหน้าของวิหารตั้งแต่พื้นจนไปถึงอกไก่เรียก หน้าทวาร ออกแบบเป็นซุ้มประตูทรงปราสาทไม้แกะสลักปิดทอง แสดงสัญลักษณ์ของการผ่านพ้นไปยังมิติที่สูงขึ้นไปสู่สวรรค์วิมานและพระนิพพาน หรือแสดงถึงซุ้มสุวรรณคูหาอันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้ ซุ้มประตูนี้คล้ายกับรูปปราสาทพระอินทร์ในรอยพระพุทธบาทประดับมุกที่สร้างในสมัยพญาติโลกราชมาก ซุ้มโขงประตูแบ่งออกเป็นสองส่วน คือตัวเรือนและส่วนยอดซุ้ม
โดยรูปแบบศิลปกรรมของซุ้มโขงทางเข้าวิหารหลังนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับล้านนามาก เช่น เสาประกอบซุ้มแบบ เสาขอมปากแล (ปากนกแก้ว) เช่นเดียวกับล้านนา เหนือช่องประตูเป็น หำยนต์ ลักษณะแบบโก่งคิ้ว สะท้อนถึงการตกแต่งอาคารทางศาสนาของล้านนา - ล้านช้าง เรือนยอดเป็นมณฑปซ้อนสี่ชั้นสูงจากพื้นจนจรดอกไก่ ลักษณะสำคัญของเรือนยอดชั้นแรกคือเส้นบัวคว่ำที่เป็นนัยแสดงถึงความลาดของหลังคา เส้นดังกล่าวไม่ลาดลงมาบรรจบกับท้องไม้โดยตรง แต่สะบัดปลายพลิ้วแล้วจึงหักเข้ามาบรรจบกับท้องไม้ และแกะสลักลายนูนต่ำเป็นเกล็ดเต่าซึ่งมีนัยถึงการมุงหลังคาด้วยกระเบื้อง กึ่งกลางเป็นซุ้มบันแถลงกรอบหน้านางแบบล้านนาซึ่งรับต่อมาจากสุโขทัย ปลายซุ้มโค้งเป็นเหงาหางวันแบบล้านนา แต่สะบัดปลายหางพลิ้ว ในซุ้มบรรจุรูป กบกินเดือน (ราหูอมจันทร์) ซึ่งเป็นความเชื่อท้องถิ่นของเชียงตุง
เรือนยอดชั้นถัดไปตกแต่งด้วยไม้แกะสลักรูปทรงสามเหลี่ยมมุมฉากหันด้านลาดเข้ากลางซุ้ม ลักษณะเช่นเดียวกับการตกแต่งตำแหน่งย่อมุมของมณฑปและเจดีย์ในล้านนา ลักษณะดังกล่าวคงคลี่คลายมาจากกลีบขนุนนั่นเอง ยอดชั้นสูงขึ้นไปมีไวยากรณ์การออกแบบคล้ายกับชั้นล่าง เพียงแต่ย่อส่วนลงตามความจำกัดของพื้นที่ จุดเหนือสุดของซุ้มโขงเป็นรูปกระพุ่มแบบดอกบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสูงสุด ความดีงามทั้งปวง เช่นเดียวกับลูกแก้วบนยอดสุดของสถูปเจดีย์
การตกแต่งส่วนอื่นๆ เป็นงานแกะสลักไม้ปิด คำ (ทองคำเปลว) เดินเส้นด้วย หาง (ชาด) และตกแต่งด้วยไม้สลักปิดทองรูปสัตว์ บางส่วนตกแต่งด้วยการปิดทองลายฉลุเป็นลายเครือเถาซึ่งมีกลิ่นอายอิทธิพลจีนค่อนข้างมาก ผนังสกัดหลังของวิหารหลวงไม่มีการตกแต่งใดๆ แต่โครงสร้างแตกต่างจากผนังสกัดหน้า กล่าวคือ มีการตั้งเสาดั้งลวดที่กึ่งกลางด้านสกัด โครงสร้างเช่นนี้พบมากในวิหารสกุลช่างไตลื้อ ภายในวิหารใช้ประกอบพิธีกรรมร่วมกันระหว่างพระสงฆ์และฆราวาส มีพระพุทธรูปประธานเปรียบประดุจองค์ประธานแห่งมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ การนี้แบ่งพื้นที่ตามสถานะทางศาสนาของผู้ใช้สอยพื้นที่ได้เป็นสามส่วน คือ พื้นที่สำหรับพระพุทธ พื้นที่สำหรับพระสงฆ์ และ พื้นที่สำหรับฆราวาส
วิหารพระเจ้าตนโหลง (พระพุทธรูปองค์ใหญ่) เป็นวิหารหลังคาทรงจั่วขนาดเล็ก มีชายคาปีกนกล้อมทั้งสี่ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปจำลองของพระมหามัยมุนี ซึ่งคงสร้างขึ้นหลังจากการสร้างวัดพระเจ้าตนโหลงในเมืองเชียงตุงตามนัยทางการเมืองถึงการประกาศอำนาจของพม่าเหนือเมืองเชียงตุง ซึ่งเปรียบได้กับเมืองหลวงของรัฐฉาน และส่งอิทธิพลต่อมายังพื้นที่ข้างเคียง วิหารหลังนี้สร้างบนพื้นที่ที่จำกัดด้วยประชิดกับแนวระดับพื้นที่ใช้แบ่งระหว่างเขตพุทธาวาสกับเขตสังฆาวาส จึงไม่ได้วางตัวขนานกับตัววิหารหลวง แต่เฉียงไปจากแกนประมาณ ๔๕ องศา และมีการรื้อชายคาวิหารหลวงห้องที่ ๖ - ๘ ลงเพื่อสร้างวิหารนี้ด้วย หากหันหน้าเข้าวิหารหลวง วิหารพระเจ้าไม้จันทน์อยู่ที่มุมทางขวาของวัด ตามประวัติศาสตร์มุขปาฐะของวัดกล่าวว่าเป็นวิหารที่มีอายุเก่าแก่กว่า ๗๐๐ ปี เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแกะสลักจากไม้จันทน์หอม
ในดินแดนล้านนามีคติการนับถือพระพุทธรูปแกะสลักจากไม้จันทน์ด้วย เช่น มีการสร้างกู่ประดิษฐานพระเจ้าไม้จันทน์ในวัดมหาโพธาราม เมืองเชียงใหม่ อาคารหลังนี้ถูกบูรณะใหม่ทั้งหลังในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ แม้การบูรณะครั้งนี้จะทำลายคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ของอาคารลงจนหมดสิ้น แต่ก็สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลบูรณะวัดประจำชุมชนของตนตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน โบสถ (อุโบสถ) เป็นอาคารโถงขนาดเล็ก ตั้งอยู่ด้านหน้าวิหารหลวง เป็นตัวอย่างที่หาได้ยากยิ่งของอุโบสถโถงซึ่งไม่พบที่ใดเลย ตัวอาคารยกฐานปัทม์ มีบันไดขนาดเล็กเป็นทางขึ้นอยู่ตรงด้านที่ประชิดกับวิหารหลวง ราวบันไดแกะสลักเป็นรูป ตัวลวง (พญานาค) อย่างวิจิตร หมากหินสีมา (หลักเสมา) ของอุโบสถเป็นหลักหินรูปทรงอิสระ
หลังคาอาคารเป็นทรงจั่วมีเส้นประกอบสามหลี่ยมหน้าจั่วที่อ่อนหวาน ถัดลงมาเป็นชายคาปีกนกล้อมรอบทั้งสี่ทิศ หลังคาประดับเครื่องเคลือบดินเผาเช่นเดียวกับวิหาร ต่างไปที่กลางหลังคาประดิษฐานสถูปสีทองแทนการตกแต่งด้วยผาสาด ซึ่งมีนัยแสดงความใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้ามากกว่าผาสาดอันมีนัยแสดงถึงปราสาทที่สถิตของพระอินทร์ ความที่เป็นอาคารโถงขนาดเล็กจึงไม่ได้ประดิษฐานพระประธานอย่างถาวร เพียงแต่ตั้งธรรมาสน์ขนาดเล็กไว้ สันนิษฐานว่าเมื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาคงอัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐานยังธรรมาสน์นี้ อาคารหลังนี้มีการซ่อมแซมและเปลี่ยนหลังคาจากกระเบื้องดินขอมาเป็นกระเบื้องลอนสีแดง ทำให้ความงดงามของอาคารลดลง แต่ทว่าการซ่อมแซมนั้นยังพยายามรักษารูปทรงดั้งเดิมของอาคารไว้
วัดบ้านแสนเป็นวัดใหญ่ ตั้งอยู่กลางป่า ห่างไกลจากชุมชนอื่นๆ จึงจำเป็นต้องมีอุโบสถของวัดเองเพื่อใช้ประกอบสังฆกรรม จากการศึกษาพบว่า วัดในเมืองเชียงตุงไม่ได้มีอุโบสถประจำทุกวัด สำหรับวัดที่ไม่มีอุโบสถจะทำสังฆกรรมในอุโบสถของวัดใน เค้าโหโบสถ เดียวกัน อาคารอเนกประสงค์ประกอบพิธีกรรม อาคารหลังนี้สร้างประกบอยู่ทางขวามือของวิหารหลวง ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ คงเป็นผลสืบเนื่องมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในวิหารหลวงมีไม่เพียงพอ และคงสร้างขึ้นเมื่อพม่าเข้ามามีบทบาทเหนือดินแดนแถบนี้แล้ว รูปทรงของอาคารเหมือนกับสถาปัตยกรรมแบบพม่า คือเป็นอาคารหลังคาทรงจั่วซ้อนสองชั้น ชักชายคาปีกนกตับที่สองลงมาทั้งสี่ด้าน เส้นจั่วหลังคาไม่อ่อนช้อยเหมือนวิหารหลวง ภายในอาคารมีเสารับน้ำหนักโครงสร้างหลังคาเพียงแนวเดียว อีกข้างหนึ่งก่อผนังขึ้นไปรับน้ำหนักแทน มีการเจาะประตูทางเข้าที่ด้านสกัดหน้าและหลังด้านละหนึ่งช่อง และที่ด้านขวามือของอาคารอีกสองช่อง การก่อสร้างประกบติดด้านข้างของวิหารหลวงทำให้พื้นที่ภายในถูกปิดล้อมจนมืดมาก จึงต้องเจาะช่องรูปกลีบบัวบนผนังอาคารเพื่อวาง ผางประตี้ป (ตะคันดินเผาบรรจุเทียนไข) จุดให้แสงสว่าง
นักเดินทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ผู้หลงใหลกับอารยธรรมเก่าแก่ ต้องเดินทางไปเยี่ยมเยือน วันบ้านแสน สถาปัตยกรรมสไตล์ล้านนาผสมไทลื้อสุดงดงาม อลังการ น่าค้นหา...พร้อมสัมผัสความสงบเงียบในป่าลึก และธรรมชาติอันสวยงาม...

"ย่ำ"เทือกเขา สวิตเซอร์แลนด์

ที่มา : www.traveloka.com



ตำนาน "วัดบ้านแสน" กลางป่าลึก?
ตำนานวัดบ้านแสน คาดว่าสร้างราวๆรัชสมัยของสมัยพญากือนาแห่งนครเชียงใหม่ ในยุคที่เชียงใหม่รุ่งเรืองมาก? มีการขยายอำนาจทั้งทางด้านการเมืองและศาสนา แล้วผ่านการใช้ตัวอักษรสุโขทัยไปยังเชียงตุง ความอลังการของวัดบ้านแสน? เริ่มตั้งแต่ซุ้มประตูทรงปราสาทไม้แกะสลักปิดทอง สัญลักษณ์ของการผ่านพ้นไปยังมิติที่สูงขึ้นไปสู่ สวรรค์วิมานและพระนิพพาน รวมถึงแสดงถึงซุ้มสุวรณคูหา? อันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าหลังทรงตรัสรู้ ซุ้มประตูนี้ยังคล้ายกับรูปปราสาทพระอินทร์ในรอยพระพุทธบาท สถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่ภายในเขตพุทธาวาสประกอบด้วยวิหารสามหลัง คือ วิหารหลวง วิหารพระเจ้าไม้จันทน์ และวิหารพระเจ้าตนหลวง วิหารหลวงมีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางผังบริเวณ วิหารหลังอื่นๆ จะเรียกชื่อตามพระประธานที่ประดิษฐานในวิหารนั้นๆ นอกจากนี้วิหารยังเป็นพื้นที่สาธารณะส่วนกลางของชุมชนด้วย
วิหารหลวงวัดบ้านแสนมีรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายคลึงกับวิหารล้านนา – สิมล้านช้าง เป็นประจักษ์หลักฐานยืนยันความสัมพันธ์อย่างเข้มข้นของล้านนากับพื้นที่ฉาน เรียกรูปแบบของวิหารหลังนี้ว่า “วิหารร่วมแบบล้านนา” สันนิษฐานว่าในอดีตคงมีวิหารร่วมแบบล้านนาอีกหลายหลัง แต่ถูกทำลายลงด้วยกาลเวลาและการปฏิสังขรณ์ใหม่ที่มีขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวเชียงตุงที่ไม่อาจปล่อยปละละเลยให้อาคารทางศาสนาเศร้าหมองทรุดโทรมได้ อีกทั้งการขยายอำนาจของพม่าเข้ามายังพื้นที่ฉานทำให้ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติระหว่างเมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงตุงสิ้นสุดลง
รูปแบบทางศิลปะและสถาปัตยกรรมของเมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงตุงจึงวิวัฒนาการแยกสายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วัดบ้านแสนคงสร้างอย่างเร็วที่สุดไม่เกินสมัยพญากือนา ช่วงดังกล่าว เชียงใหม่ได้ขยายอำนาจอย่างกว้างขวางทั้งในแง่ของการเมืองและศาสนา ด้วยการอุปถัมภ์ศาสนาและการบวชพระสงฆ์จากเมืองต่างๆ ตลอดจนส่งผ่านการใช้ตัวอักษรสุโขทัยไปยังเมืองเชียงตุงด้วย

ที่มา : เพจรักเชียงตุง



  --  
iClickNews.com