Go to www.iclicknews.com
Special Scoop

บิ๊กแบงก์ เดินหน้าลดยอดผ่อนชำระหนี้ลูกค้า

By iclick Team

ค่าย KBANK ต่อยอดโครงการรวมใจไม่ทิ้งกัน ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจวงเงินสินเชื่อแต่ละผลิตภัณฑ์ไม่เกิน 2 ล้านบาท และไม่เป็น NPL ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ด้วยมาตรการลดยอดผ่อนชำระต่อเดือน 10% เงินกู้ และมาตรการผ่อนชำระขั้นต่ำ 5% บัตรเครดิตและบัตรเงินด่วน ระยะเวลา 12 เดือน ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย เสริมสภาพคล่องทั้งในการดำเนินธุรกิจและการดำรงชีวิต ลูกค้าที่ต้องการเข้าร่วมมาตรการลงทะเบียนที่เว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กย. –30 ธค. นี้ ธนาคารกรุงเทพ ดูแลช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อ ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปัจจุบัน ใช้มาตรการแก้หนี้อย่างยั่งยืนให้เหมาะสมกับลูกค้าทุกกลุ่ม
นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากปัญหาสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ลูกค้าของธนาคารทั้งลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจ ได้รับผลกระทบทั้งในแง่ของต้นทุนการผลิตสินค้าที่สูงขึ้น และราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคในชีวิตประจำวันที่แพงขึ้น ทางธนาคารจึงออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจที่มีวงเงินสินเชื่อแต่ละผลิตภัณฑ์ไม่เกิน 2 ล้านบาท และไม่มีสถานะเป็น NPL โดยมีรายละเอียดมาตรการความช่วยเหลือ ดังนี้
มาตรการ “ลดยอดผ่อนชำระต่อเดือน 10%” ระยะเวลา 12 เดือน ลูกค้าที่เข้าร่วมมาตรการนี้ ได้แก่ ลูกค้าธุรกิจที่ใช้บริการ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ และสินเชื่อเงินด่วนเพื่อธุรกิจ ลูกค้าบุคคลที่ใช้บริการ สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อเงินด่วน โดยลูกค้าบุคคลและธุรกิจที่สนใจเข้าร่วมมาตราการนี้ สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทยได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 30 ธันวาคม 2565 มาตรการ “ผ่อนชำระขั้นต่ำ 5%” ระยะเวลา 12 เดือน ลูกค้าที่เข้าร่วมมาตรการนี้ ได้แก่ ลูกค้าบุคคลที่ใช้บริการ บัตรเครดิต และบัตรเงินด่วน โดยมาตรการนี้จะเป็นการปรับยอดขั้นต่ำให้ลูกค้าโดยอัตโนมัติ ลูกค้าไม่ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ
ธนาคารกสิกรไทยมีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือ และยืนหยัดเคียงข้างลูกค้าทั้งธุรกิจและบุคคล เพื่อให้สามารถผ่านพ้นทุกวิกฤต และเดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ลูกค้าธุรกิจและลูกค้าบุคคลที่สนใจเข้าร่วมมาตรการ สามารถลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทยได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 30 ธันวาคม 2565 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สำหรับลูกค้าธุรกิจติดต่อได้ที่ K-BIZ Contact Center 02-8888822 สำหรับลูกค้าบุคคลติดต่อได้ที่ K-Contact Center 02-8888888
นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันที่สภาวะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวจากการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว หลังภาครัฐผ่อนคลายมาตรการต่างๆ แต่จากผลกระทบของสงครามรัสเซียยูเครนทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนและค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงต้นทุนรายจ่ายดอกเบี้ยที่อาจจะสูงขึ้นในอนาคต สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าธุรกิจ SME และลูกค้าบุคคล ที่ยังได้รับผลกระทบจากการจ้างงาน หรือรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด ธนาคารกรุงเทพมีความห่วงใยในความเดือดร้อนของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว จึงยังคงดูแลช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่ออย่างตรงจุด ทันการณ์ และได้ผลจริง โดยมีมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกประเภท ทั้งลูกค้าธุรกิจ และลูกค้าบุคคล เพื่อให้ลูกค้าได้รับความช่วยเหลืออย่างยั่งยืนในระยะยาว สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้
แนวทางการให้ความช่วยเหลือลูกค้ามีหลายรูปแบบ โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับลูกค้า เช่น การพิจารณาปรับลดยอดผ่อน ขยายระยะเวลาชำระหนี้ ให้ระยะเวลาปลอดหนี้ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย โอนทรัพย์ชำระหนี้ ให้สินเชื่อใหม่ การขยายวงเงินบัตรเครดิตจาก 1.5 เท่าเป็น 2 เท่าของรายได้ต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีการรวมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นที่ไม่มีหลักประกัน (Debt Consolidation) ธนาคารให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและทันเวลา พร้อมเป็น “เพื่อนคู่คิด” ที่อยู่เคียงข้างและก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกันในทุกสถานการณ์ และคาดหวังได้เห็นลูกค้าทุกรายสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปได้ ทั้งนี้ ลูกค้าของธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปัจจุบันสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ สำนักธุรกิจที่ดูแลสินเชื่อของท่าน หรือ สาขาธนาคารทั่วประเทศ และบริการบัวหลวงโฟน โทร.1333 หรือ 02 645 5555 หรือ www.bangkokbank.com
LH แบงก์ 'เผย'กำไรเติบโตร้อยละ 3.4
นายฉี ชิง-ฟู่ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ว่าภาพรวมธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยรวมถึงการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ จากแนวโน้มที่ดีขึ้นของสถานการณ์ การระบาดของโควิด-19 โดยผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2565 กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีสินทรัพย์สุทธิ 274,298 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2564 ร้อยละ 3.7 กำไรจากการดำเนินงาน 2,188 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 745 ล้านบาท ทิศทางการดำเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ตั้งเป้าเป็นสถาบันการเงินที่เติบโต อย่างยั่งยืน และปรับเปลี่ยนองค์กร ด้วย Digital Transformation และมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างการเงินที่ยั่งยืน (Sustainable Finance) ด้วยการบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ผ่านนโยบายการให้สินเชื่อตามกรอบแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย (Responsible Lending) และส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว รวมทั้งการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าและสังคมเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน
นางสาวชมภูนุช ปฐมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยผลการดำเนินงานของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ครึ่งแรกของปี 2565 ถือว่าเติบโตได้ดี โดยเฉพาะสินเชื่อเติบโตร้อยละ 8.9 จากสิ้นปี 2564 ซึ่งเติบโตในทุก Segment โดยสินเชื่อธุรกิจเติบโตร้อยละ 7.2 สินเชื่อรายย่อยเติบโตถึงร้อยละ 18.3 ทั้งจากสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงการขยายตัวได้ดีของกลุ่มลูกค้าไต้หวัน ที่เติบโตถึงร้อยละ 49.8 และสินเชื่อ Trade Finance เติบโตร้อยละ 68 จากสิ้นปี 2564 สอดคล้องกับธุรกิจส่งออกและนำเข้าของไทยที่มีศักยภาพการเติบโตสูง รวมกับการสนับสนุนจาก CTBC ธนาคารเอกชนอันดับ 1 ของไต้หวัน ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่ม นอกจากนี้สิ่งที่ธนาคารให้ความสำคัญอย่างมากคือการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ในรูปแบบต่างๆ ให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย เพื่อให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2565 ของธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงานจำนวน 1,843 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลักๆ เป็นการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิถึงร้อยละ 15.7 และรายได้จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายประกัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41.6 ทั้งนี้ธนาคารยังคงตั้งสำรองค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังเพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อ และรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือลูกค้า ส่งผลให้อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 196 โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ลดลงจากร้อยละ 2.44 ณ สิ้นปี 2564 เหลือร้อยละ 2.40 ณ ไตรมาส 2 ของปี 2565 สำหรับด้านเงินกองทุนยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ร้อยละ 16.4 อยู่ในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ขณะที่หลังหักสำรองฯ ธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวน 431 ล้านบาท ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ธนาคารได้ให้บริการแอปพลิเคชัน Profita ที่มี Feature สำคัญที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าในทุกจังหวะการลงทุน รองรับคำสั่งซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยนกองทุนได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีกองทุนแนะนำ มีบทวิเคราะห์สภาวะตลาดที่เปรียบเทียบได้ถึง 15 กองทุนในเวลาเดียวกัน และธนาคารอยู่ระหว่างพัฒนาบริการใหม่บนแพลตฟอร์ม Profita คือ บริการ ROBO Advisor เป็นบริการวางแผนการลงทุน และจัดพอร์ตการลงทุนแบบอัตโนมัติที่ออกแบบและคัดสรร โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ซึ่งจะมีการติดตามและปรับสัดส่วนการลงทุน โดยลูกค้าสามารถเลือกที่จะให้ระบบปรับสัดส่วนการลงทุนแบบอัตโนมัติหรือให้ระบบแจ้งเตือนเพื่อตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการ ROBO Advisor ในไตรมาส 4 นี้
ธ.ก.ส. พร้อมตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ลดภาระเกษตรกร
นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.50% เป็น 0.75% ต่อปีธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทในการดูแลภาคการเกษตรและการพัฒนา ระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้มีความเข้มแข็ง พร้อมตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง อัตราดอกเบี้ยลูกค้าสถาบันชั้นดี (MLR) อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MOR) และอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ไว้ให้นานที่สุด เพื่อแบ่งเบาภาระอัตราดอกเบี้ยในช่วงขาขึ้น ให้กับเกษตรกรลูกค้า สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการเกษตร ให้มีก าลังในการฟื้นตัวจากผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจและแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
ธ.ก.ส. ได้กำหนดแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าในทุกกลุ่ม เริ่มตั้งแต่การดูแลภาระหนี้สิน เพื่อลดความกังวลใจในเรื่องหนี้เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และการขยายระยะเวลาช าระหนี้ ให้ลูกค้าสามารถชำระหนี้ได้ตามศักยภาพ การจัดท าคลินิกหมอหนี้เพื่อลดหนี้ครัวเรือน การไกล่เกลี่ยหนี้และให้ค าปรึกษาด้านการจัดการหนี้ทั้งหนี้ในและนอกระบบ รวมถึงแนวทางการประกอบอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้การเติมสินเชื่อใหม่ ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรน เพื่อเสริมสภาพคล่องในการใช้จ่ายและการลงทุน เช่น สินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ สินเชื่อนวัตกรรมดีมีเงินทุน อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 สินเชื่อแฟรนไชส์ สินเชื่อ Green Credit สินเชื่อ Contract Farming อัตราดอกเบี้ย MRR สินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 0.01 เป็นต้น และการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพ เช่น การปรับเปลี่ยนการผลิตไปปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง การลดต้นทุนการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต รวมถึง สนับสนุนแนวทางการประกอบอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชน
มาตรการดังกล่าวของแบงก์ ส่งผลให้ลูกค้า เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ ได้ต่อลมหายใจเดินหน้าทำธุรกิจต่อไปได้อีก ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้
  --  
iClickNews.com